online pharmacy

Notice: Undefined offset: 8192 in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/includes/common.inc on line 602

Notice: Undefined offset: 8192 in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/includes/common.inc on line 609

Notice: Undefined offset: 8192 in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/includes/common.inc on line 602

Notice: Undefined offset: 8192 in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/includes/common.inc on line 609
นักหาช่องว่างทางการตลาด | THAIHRM.NET

You are hereนักหาช่องว่างทางการตลาด

นักหาช่องว่างทางการตลาด

  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/includes/theme.inc on line 435.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/includes/theme.inc on line 442.
  • : Function split() is deprecated in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/modules/filter/filter.module on line 884.
  • : Function split() is deprecated in /home/jena/domains/thaihrm.net/public_html/modules/filter/filter.module on line 884.

NICHEMANSHIP


คุณบันฑูร ล่ำซำ เคยพูดในงาน ว่าสิ่งที่แน่นอนในชีวิตมีอยู่ 2 อย่างคือ ความตาย, จ่ายภาษี  อันนี้เป็นสุภาษิตของฝรั่งน่ะครับความตายเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินกันจนชินหูน่ะครับ ภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนก็เป็นสิ่งที่คุ้นเคยเช่นกัน แต่ต้องชมกรมสรรพากรหน่อยน่ะครับว่ารวดเร็วมากในการยื่นแบบภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต แล้วมีการขอคืนภาษีของผมไม่เกิน สองวันได้คืนเลย ของน้องอีกคนที่บริษัทประมาณ 3 วันของน้องชายผมประมาณ 2 อาทิตย์ อันนี้บอกถึงประสิทธิภาพของกรมสรรพากรที่นำเรื่องของ Technology IT เข้ามาทำการ Matching ภาษีที่เราคำนวณกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าทั้งสองฝั่งส่งข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบดีขึ้น ถ้า garbage in ก็ garbage out น่ะครับ สมัยก่อนอาจจะมีการลักไก่ (ใช้คำว่าช่องว่างอาจจะดีกว่าครับ) ขอภาษีคืนโดยอาจจะไม่มีค่าลดหย่อนจริงๆแต่ปัจจุบันคงจะทำได้ยากแล้วละครับ เกริ่นมาตั้งนานตั้งใจจะพูดเรื่องของช่องว่างครับ ช่องว่างที่ว่านี้คือนักหาช่องว่างหรือ nichemanship


ในหนังสือ in serarch of excellence บริษัทที่ดีเด่น (excellence company)จะสามารถที่จะค้นหาช่องว่างของลาดในส่วนที่ตนเองสามารถที่จะสนองความต้องการของช่องว่างนั้นได้ดีกว่าคู่แข่งและสามารถที่จะผลิตสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการของตลาดตรงส่วนนั้นได้


วิธีการค้นหาช่องว่างในตลาดทำอย่างไร








1.จำแนกลูกค้าออกเป็นกลุ่มเล็กๆ และวิเคราะห์ถึงความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละกลุ่มที่ได้จำแนกออกมา แล้วผลิตสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นซัมซุงมีการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคในเชิงลึก 2 หมื่นคนตามกลุ่มไลฟ์สไตล์ 64 ประเภท ใน 25 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีปทั่วโลก ทั้งด้านการใช้ชีวิตประจำวันและทัศนคติเพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมบนมือถือที่ตรงความต้องการของกลุ่มผู้ใช้อย่างแท้จริง ซึ่งซัมซุงจัดแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ "เซ็กเมนเตชั่น ทาร์เก็ตติ้ง โพสิชั่นนิ่ง (STP)"


6 กลุ่มมีดังนี้ครับ



  • สไตล์ ที่เน้นความโดดเด่นด้านดีไซน์ที่เลิศล้ำ

  • มัลติมีเดีย โดยโทรศัพท์มือถือจะเพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นด้านมัลติมีเดียทั้งด้านการถ่ายภาพและฟังเพลงเพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่

  • อินโฟเทนเมนต์ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเชื่อมต่อข้อมูลในยุคดิจิตัลพร้อมความสนุกสนานในทุกความบันเทิง

  • ธุรกิจ ซึ่งจะมีสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานทางธุรกิจเต็มรูปแบบ

  • คอนเน็ค สำหรับการใชงานติดต่อสื่อสารทั่วไปเป็นหลัก

  • เอสเซ็นเชี่ยล หรือโทรศัพท์จอสีพร้อมคุณสมบัติพื้นฐานสำหรับกลุ่มผู้เริ่มต้นใช้งาน

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจไอที


2.สินค้าหรือบริการสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มจะถูกนำเข้าตลาดก่อนคู่แข่ง โดยส่วนใหญ่ราคาของสินค้าจะสูงกว่าปกติ


3.การตั้งราคาของสินค้าหรือบริการโดยส่วนใหญ่ในกรณีของตลาดที่มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงจะตั้งราคาโดยใข้ต้นทุนเป็นหลัก สำหรับตลาดใหม่ที่เป็นช่องว่างใหม่ๆจะมีมูลค่าเพิ่มที่ค่อนข้างสูง จะยึดถือเรื่องของต้นทุนเป็นปัจจัยรอง ซึ่งจะสามารถที่จะตั้งราคาขายของสินค้าหรือบริการตามคุณค่าที่แท้จริง


ถ้ามองถึงกลยุทธ์สีคราม (Blue Ocean Strategy)


ก็จะมองในเรื่องคือ


1.Eliminate (ยกเลิก) เคยคิดว่าลูกค้าต้องการ แต่จริงๆแล้วไม่ต้องการ


2.Reduced (การลด) ลดคุณค่าบางอย่างที่คิดว่าลูกค้าต้องการ แต่จริงๆไม่ใช่


3.Raised (การเพิ่ม) คุณค่าบางอย่างให้ต่างจากเพื่อนในอุตสาหกรรม


4.Created (การสร้าง) คุณค่าใหม่ที่ไม่เคยมีในอุตสาหกรรม


ซึ่งจะทำให้เราสามารถที่จะหาช่องว่างเพื่อที่จะสามารถที่จะแทรกสินค้าหรือบริการของเราลงไปในตลาด จะได้หลีกเลี่ยงในเรื่องของสงครามราคาซึ่งมีแต่ทำให้ตายกับตาย เจ๊งกับเจ๊งน่ะครับ


อีกซักตัวอย่างนึงในการมองเรื่องความต้องการของลูกค้ายกตัวอย่างธนาคารที่ให้สินเชื่อในการซื้อบ้าน ถ้ามองแค่ธนาคารเป็นแค่คนให้สินเชื่อก็จบ แต่ถ้ามองต่อยอดไปว่าจริงๆลูกค้าของธนาคารต้องการอะไรจริงๆแล้วลูกค้าต้องการบ้านดีๆ ทำเลดีๆ ราคาที่เหมาะสม มันจะเป็นการมองเข้าไปที่ความต้องการที่แท้จริงแล้วเราค่อยนำเสนอสินค้า ในกรณีนี้อาจจะเป็นการเสนอโครงการบ้านจัดสรร หรือคอนโดมิเนียมที่เป็นลูกค้าของธนาคาร ให้กับลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อ ซึ่งธนาคารเสนอตัวเป็น Match maker ให้กับลูกค้าของธนาคารซึ่งเป็นการนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าให้กับลูกค้า อะไรคือ real need มองให้ลึกช่องว่างยังมีให้เราเสียบครับ


เสือมืด


2008/04/25